‘ผู้ป่วยทางจิต’ ถูกทิ้งครึ่งพัน คนไทยป่วยพุ่งปีละล้านราย

สำรวจโรงพยาบาลจิตเวชทั่วประเทศ พบผู้ป่วยมีอาการทางจิตถูกทิ้งกว่า 500 คน บางรายนานถึง 30-40 ปี เหตุหาญาติไม่เจอ จำบ้านตัวเองไม่ได้ กรมสุขภาพจิตวอนครอบครัว-สังคมเข้าใจ ให้โอกาส เร่งพัฒนาทักษะให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมเปิดข้อมูลคนไทยป่วยทางจิตเข้ารับการรักษาปีละกว่า 1 ล้านราย

ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาราชนครินทร์ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวระหว่างเป็นประธานในกิจกรรมปันความรู้ “เปิดบ้านหลังคาแดง ชมพิพิธภัณฑ์จิตเวชแห่งแรก” ว่า แต่ละปีมีผู้ป่วยอาการทางจิตเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายของกรมสุขภาพจิตถึงกว่า 1 ล้านคน ซึ่งรวมทั้ง ผู้ป่วยโรคจิตเวชและผู้ที่มีอาการผิดปกติทางจิต ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นคนเร่ร่อน ไม่มีญาติ ไม่มีหลักฐานแสดงตัว บางคนถูกนำตัวมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล เมื่อรักษาหายแล้วก็ไม่มีญาติมารับ

เท่าที่สำรวจที่ผ่านมา โรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชขนาดใหญ่ของกรมสุขภาพจิต ต้องแบกรับภาระดูแลผู้ป่วยไร้ญาติกว่า 300 คน เฉพาะในปี 2556 มีถึง 114 คน ส่วนต่างจังหวัดก็พบปัญหาผู้ป่วยถูกทิ้งเช่นกัน อาทิ โรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ 38 คน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ 56 คน และที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา มีกว่า 100 คน บางคนถูกทิ้งไว้นานกว่า 30-40 ปี ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการน่าจะมีประมาณ 500 คนทั่วประเทศ

“สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะหาญาติไม่เจอ ผู้ป่วยจำบ้านตัวเองไม่ได้ ทางโรงพยาบาลได้ประสานให้กรมประชาสงเคราะห์รับไปดูแลจำนวนหนึ่ง ในกรณีของผู้ที่หายแล้วและไม่สร้างภาระให้กับผู้อื่น ล่าสุดได้ขอให้แต่ละโรงพยาบาลสรุปตัวเลขผู้ป่วยที่ถูกทอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาลจิตเวช เพื่อเป็นการสำรวจสภาพปัญหาและหาทางแก้ไขต่อไป” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

นพ.เจษฎา กล่าวอีกว่า การดูแลรักษาคนไข้ทางจิต สิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัวและชุมชนต้องเข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ต้องไม่พยายามลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย ซึ่งกิจกรรม “ปันความรู้เปิดบ้านหลังคาแดง” ครั้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการให้สังคมภายนอกได้เห็นศักยภาพของผู้ป่วยจิตเวช และทางกรมเองก็ได้พยายามพัฒนาทักษะทุกด้านเพื่อคืนผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้กลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวและสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านอาชีพ เช่น งานศิลปะ การร้อยมาลัย เย็บปักถักร้อย ไปจนถึงงานช่างต่างๆ ที่พวกเขามีศักยภาพที่จะทำได้

ภารกิจของกรมสุขภาพจิตในเรื่องนี้เน้นกระบวนการดูแลที่ไม่ใช่เพียงให้ผู้ป่วยหาย แต่มีเป้าหมายที่จะให้ผู้ป่วยอยู่ในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี พึ่งพาตนเองได้ หรือมีอาชีพที่ไม่เป็นภาระต่อผู้อื่นหรือเป็นภาระให้น้อยที่สุด

“เทคนิคง่ายๆ ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชหลังกลับไปอยู่ที่บ้าน นอกจากดูแลเรื่องการกินยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแล้ว คนในครอบครัวและชุมชนควรหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียน หรือแสดงความโกรธเกรี้ยว ผู้ป่วยหลายรายที่กลับไปอยู่บ้านและมีอาการกำเริบอีก เพราะถูกกดดันจากคนรอบข้าง ชุมชน สังคม บีบคั้นทั้งๆ ที่ช่วงที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาลยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ในต่างจังหวัดบางคนออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ไปอยู่วัด ไปช่วยงานพระ บางคนไปทำไร่ไถนา บางคนมีอาชีพเสริมจากที่ได้รับการฝึกอบรมไปจากโรงพยาบาลจิตเวช”

นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า จากงานวิจัยพบว่า 60-70% ของผู้ป่วยที่อาการทุเลา อาการอันตรายจะหายไป แต่อาการที่อาจหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น หลงผิด หวาดระแวง หรือความเสื่อมทางด้านร่างกายโดยเฉพาะสมองยังมีอยู่ แต่ถ้ากินยาต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซึ่งเดี๋ยวนี้ยาที่ใช้ในการรักษาค่อนข้างดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตมาก ผู้ป่วยก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายให้รับคนพิการเข้าทำงานในบริษัท แต่บริษัทส่วนใหญ่ก็มักเลือกกลุ่มพิการทางกาย แต่กลุ่มพิการทางจิตไม่ค่อยได้รับโอกาส ซึ่งการรักษาคนไข้ทางจิตที่ดีนั้นคือโรงพยาบาล 70% และอีก 30% ครอบครัวและชุมชนต้องช่วยกัน มีที่ให้ยืน สังคมต้องยอมรับ ให้โอกาส ผู้ป่วยไม่ได้อยากให้ใครสงสารแต่อยากได้โอกาส